6 มีนาคม 2562 ภัยแล้งมาเร็ว นายกฯสั่งเตรียมแผนรับมือ เตือนน้ำต้นทุนมีไม่พอ

ที่มา: https://www.naewna.com/local/399546

นายกฯ ยอมรับ “ภัยแล้ง” ปี’62 มาเร็วกว่าทุกปี สั่งทุกหน่วยเตรียมแผนรับมือ หลังปริมาณน้ำต้นทุนเก็บไว้ไม่เพียงพอ วอนงดทำนาปรังช่วงฤดูนี้ ผลบริหารจัดการน้ำช่วยลดงบจากหมื่นล้าน เหลือพันล้าน มท.1สั่งทุกจังหวัด รับมือ เร่งแจงเกษตรกร งดทำนาปรัง ปลูกพืชใช้น้ำน้อยแทน อธิบดีชลฯสั่ง ชลประทาน76จว.เฝ้าระวังภัยแล้งลามทั่วประเทศ สั่งงดทำนาปรัง รับมือภัยแล้ง ที่ทำเนียบรัฐบาล นายกรัฐมนตรีและหัวหน้ารักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงสถานการณ์ภัยแล้งในปี2562ที่มีแนวโน้มมีความรุนแรงในรอบ30ปีว่าได้กำชับและประชุมอย่างต่อเนื่อง โดยได้มอบหมายให้ทุกกระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงสำนักบริหารจัดการน้ำ ให้บริหารจัดการน้ำให้เหมาะสม แต่ขณะนี้ยังพบปัญหาว่าปริมาณน้ำต้นทุนที่สะสมไว้ไม่เพียงพอ โดยเฉพาะในลำน้ำยมที่ขณะนี้น้ำแห้งแล้ว สาเหตุมาจากมีการทำนาปรังมากขึ้นเพราะเห็นว่าราคาข้าวมีราคาสูงขึ้น ส่งผลต่อการใช้น้ำในการอุปโภคและบริโภคในอนาคต ซึ่งรัฐบาลได้จัดทำแผนบริหารจัดการน้ำในลำน้ำยมไว้แล้ว ด้วยการสร้างประตูน้ำ กักเก็บน้ำให้ได้เพิ่มขึ้น เรื่องนี้จึงฝากให้ประชาชนฟังคำชี้แจงจากหน่วยงานราชการและขอร่วมมือในการปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อย “รัฐบาลเคยบอกไว้แล้วไม่สนับสนุนให้ทำนาปรังในฤดูนี้ อยากให้ไปหาคำแนะนำจากเกษตรกรจังหวัด เกษตรกรอำเภอ ถ้าปลูกไปแล้ว ก็ต้องประกันภัยความเสียหาย ต้องออกเงินบ้างเล็กน้อยซึ่งรัฐบาลก็ช่วยตรงนี้อยู่แล้วรวมถึงการปรับเปลี่ยนการปลูกพืช รัฐบาลก็ส่งเสริมทุกตลาด ไม่ใช่ส่งเสริมไปปลูกแต่ไม่มีตลาดรองรับ”นายกรัฐมนตรี กล่าว

รับแล้งมาเร็ว-สั่งเตรียมรับมือ

นายกรัฐมนตรี ยอมรับว่าสถานการณ์ภัยแล้งปีนี้มาเร็วกว่าทุกครั้ง รัฐบาลพยายามแก้ปัญหาเหล่านี้ให้ได้โดยเร็ว โดยได้เตรียมความพร้อมในมาตรการช่วยเหลือในรูปแบบที่เคยปฏิบัติมา และ จากการวางแผนบริหารจัดการน้ำใน 4-5 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลสามารถลดการใช้จ่ายงบประมาณ จากหมื่นล้านบาท เหลือหลักพันล้านบาท เราจำเป็นต้องลดค่าใช้จ่ายพวกนี้ลงไปให้ได้ เพื่อที่จะเอาเงินที่ไปเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบไปใช้ในส่วนอื่นแทน ทั้งนี้ ได้ติดตามการรายงานปริมาณน้ำประจำวันในเขื่อนต่าง ๆทั้งเขื่อนขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และการบริหารจัดการน้ำของกรมชลประทาน

มท.1 สั่งทุกจังหวัดรับมือภัยแล้ง

ด้าน รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี ทรงเป็นห่วงภัยแล้ง จะแล้งยาวนานว่ากระทรวงมหาดไทย(มท.)ได้แจ้งให้ทุกจังหวัดได้เตรียมการรับมือภัยแล้ง โดยเฉพาะให้รวบรวมข้อมูลในพื้นที่ต่างๆที่ประสบปัญหาภัยแล้ง ซึ่งในแต่ละพื้นที่ไม่เหมือนกันรวมถึงการแจ้งเตือนประชาชนด้วย ขณะที่เจ้าหน้าที่ให้เตรียมพร้อมในด้านเครื่องมือ และจะต้องกลับไปดูแผนการแก้ปัญหาภัยแล้งว่าจะต้องทำอย่างไร โดยตนได้กำชับว่าให้เตรียมการทั้งน้ำอุปโภคและบริโภครวมถึงการเกษตร

งดทำนาปรัง-ปลูกพืชใช้น้ำน้อย

ทั้งนี้ในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ไปทำความเข้าใจกับประชาชนให้ปรับเปลี่ยนการปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อยในช่วงหน้าแล้ง เชื่อว่าประชาชนมีความตระหนักดีว่าปริมาณน้ำในเขื่อนหรืออ่างเก็บน้ำอื่นๆมีปริมาณที่ลดลงมาก และกระทรวงเกษตรฯแจ้งมาว่า มีหลายพื้นที่ประสบปัญหาแล้งอย่างหนัก จึงขอให้ประชาชนงดการทำนา ขอให้ไปปลูกพืชชนิดอื่นที่ใช้น้ำน้อยแทน ส่วนปัญหาไฟป่าช่วงหน้าแล้ง เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองต้องไปกำชับประชาชนไม่ให้เผาป่า ส่วนในเรื่องการดับไฟป่านั้นทางเจ้าหน้าที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมต้องไปพิจารณาว่ามีสิ่งไหนที่จะสนับสนุนได้ แต่ในพื้นที่ที่มีความสูงชัน เราเองยังไม่มีเครื่องมือ ต้องไปขอความร่วมมือกระทรวงทรัพยากรฯและกองทัพบก ซึ่งมียุทโธปกรณ์ที่สามารถยกน้ำไปในพื้นที่สูงได้

กรมชลสั่ง 76 จังหวัดระวังแล้งลาม

ขณะที่อธิบดีกรมชลประทานเปิดเผยว่าได้สั่งการให้กรมชลประทาน เป็นหน่วยงานหลักในการบริหารจัดการน้ำร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดังนั้นให้ทุกโครงการชลประทานจังหวัด จัดทำข้อมูลสำรวจและวางแผนบริหารจัดการน้ำในแหล่งน้ำต้นทุน ที่กรมชลประทานรับผิดชอบดูแล รวมไปถึงแหล่งน้ำธรรมชาติในเขตชลประทานทั้งนี้ขอให้ประเมินด้วยว่าในพื้นที่ดังกล่าวมีปริมาณน้ำเพียงพอหรือไม่ และพื้นที่ใดที่มีความอ่อนไหวหรือเสี่ยงต่อปัญหาการขาดแคลนน้ำ

สำรวจแหล่งน้ำพื้นที่ขาดแคลน

ส่วนพื้นที่นอกเขตชลประทาน ให้บูรณการทำงานร่วมกับกรมพัฒนาที่ดินและเกษตรจังหวัด ในการดำเนินการสำรวจแหล่งน้ำในพื้นที่ว่ามีอะไรบ้าง เพียงพอต่อความต้องการหรือไม่ ถ้าประเมินแล้วไม่เพียงพอให้พิจารณาว่าอยู่ใกล้แหล่งน้ำหรืออ่างเก็บน้ำอะไรบ้าง สามารถขุดชักน้ำมาใช้ได้หรือไม่ หรือสำรวจดูว่ามีบ่อน้ำบาดาลในบริเวณใกล้เคียงหรือไม่ หากไม่มีจริงๆให้คำนึงถึงความจำเป็นที่จะต้องขนส่งน้ำไปให้ประชาชนในพื้นที่นั้นๆ ด้วย แต่ทั้งนี้ขอให้พิจารณาดำเนินการชักน้ำ หรือสูบน้ำ รวมทั้งให้จัดทำแผนการใช้เครื่องสูบน้ำ ก่อนที่จะทำการขนส่งน้ำไปให้พื้นที่ขาดแคลนน้ำ นอกจากนี้ ให้รวบรวมข้อมูลสถานการณ์น้ำ จัดทำเป็นรายงานสรุปนำเรียนผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดให้รับทราบถึงสถานการณ์น้ำในพื้นที่อย่างต่อเนื่องเพื่อวางแผนการดำเนินการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่จังหวัดนั้นๆร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ที่สำคัญสั่งการให้ทุกหน่วยงานโดยเฉพาะกรมชลประทาน จัดเตรียมและกระจายเครื่องจักร เครื่องมือ เข้าไปประจำไว้ในพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งให้ทั่วถึง พร้อมที่จะเข้าไปช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที

ย้ำทุกภาคส่วนร่วมประหยัดน้ำ

โดยได้เน้นย้ำถึงเรื่องการประชาสัมพันธ์ให้ทุกภาคส่วนร่วมกันประหยัดน้ำ การปรับเปลี่ยนการปลูกพืชใช้น้ำน้อย การรายงานสถานการณ์น้ำให้ครอบคลุมทุกพื้นที่โดยการสื่อสารผ่านกำนันผู้ใหญ่บ้าน หรือผู้นำชุมชน เพื่อให้ข่าวสารเรื่องน้ำเผยแพร่ไปยังประชาชนอย่างทั่วถึงอีกทั้งยังได้สั่งการให้ทำการสำรวจพื้นที่หรือสำรวจหาตาน้ำที่ยังมีน้ำไหลออกมาพอสมควรเพื่อหาจุดที่เหมาะสมในการสร้างฝายเก็บกักน้ำไว้ใช้อีกทางหนึ่งด้วย “กรมชลประทานได้วางแผนการใช้น้ำฤดูแล้งตั้งแต่วันที่1พ.ย.2561โดยทั้งประเทศมีปริมาณน้ำใช้การได้รวมกันในขณะนั้นประมาณ39,570ล้านลูกบาศก์เมตร(ล้าน ลบ.ม.) (เป็นปริมาณน้ำจากในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ขนาดกลางและแหล่งน้ำอื่นๆ ทั้งประเทศ) ได้วางแผนจัดสรรน้ำฤดูแล้งปี 61/62 รวมกันประมาณ 23,100 ล้าน ลบ.ม.สถานการณ์น้ำปัจจุบัน(4 มี.ค.2562) มีปริมาณน้ำใช้การได้คงเหลือประมาณ27,492ล้าน ลบ.ม. มีการจัดสรรน้ำในฤดูแล้งไปแล้วประมาณ 15,639ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ68ของแผนฯทั้งประเทศ เพียงพอที่จะสนับสนุนการใช้น้ำ เพื่อการอุปโภคบริโภค รักษาระบบนิเวศ การเกษตร(พืชใช้น้ำน้อย) และอุตสาหกรรม ในเขตชลประทาน ประมาณ30ล้านไร่”นายทองเปลว ย้ำ

สั่งงดทำนาปรังรับมือภัยแล้ง

สำหรับในพื้นที่ชลประทานลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีการใช้น้ำไปแล้วประมาณ 6,183 ล้าน ลบ.ม.หรือคิดเป็นร้อยละ77 ของแผนฯ(แผนฤดูแล้งลุ่มน้ำเจ้าพระยาปี 61/62 วางไว้ 8,000 ล้าน ลบ.ม. เริ่มตั้งแต่ 1 พ.ย. 61 – เม.ย. 62) คงเหลือปริมาณน้ำที่ใช้การได้ตามแผนฯประมาณ 1,817 ล้าน ลบ.ม.ทั้งนี้ผลการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งปี 61/62ทั้งประเทศมีการเพาะปลูกไปแล้วประมาณ 8.59 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 82 ของแผนฯ เก็บเกี่ยวผลผลิตไปแล้วประมาณ 0.87 ล้านไร่ เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีการเพาะปลูกข้าวนาปรังไปแล้วประมาณ 5.85 ล้านไร่ เกินแผนไปแล้วร้อยละ10 (แผนวางไว้ 5.30 ล้านไร่) เก็บเกี่ยวผลผลิตไปแล้วประมาณ 0.52 ล้านไร่ เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมรองรับสถานการณ์ภัยแล้งที่อาจจะเกิดขึ้นได้ ขอให้เกษตรกรงดทำนาปรัง(นารอบที่ 3)ต่อเนื่อง เพื่อให้มีปริมาณน้ำสำรองไว้ใช้ในอนาคตอย่างเพียงพอ